บทความทางกฎหมาย เรื่อง “ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถึงที่สุด จะขอให้ ธนาคาร, กรมที่ดิน ,สำนักงานขนส่ง ฯ เปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับคดี ได้หรือไม่ อย่างไร

บทความทางกฎหมาย เรื่อง “ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถึงที่สุด จะขอให้ ธนาคาร, กรมที่ดิน ,สำนักงานขนส่ง ฯ เปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับคดี ได้หรือไม่ อย่างไร " ? 
โดยอัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์
*

เมื่อ “ลูกหนี้” ไม่ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จะไปเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ไปโดยพลการ โดยปราศจากความยินยอมของลูกหนี้ไม่ได้ (แม้จะเพื่อชำระหนี้) เว้นแต่เจ้าหนี้จะมีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์ลูกหนี้ดังกล่าว ทั้งนี้ อาจจะเป็นความผิดฐาน “ ลักทรัพย์” ได้ แทนที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้กลับถูกลูกหนี้ดำเนินคดีอาญา ฐาน “ ลักทรัพย์” ได้

แล้วเจ้าหนี้จะต้องทำอย่างไรในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ?

คำตอบ คือ เจ้าหนี้จะต้อง “ ฟ้องบังคับชำระหนี้” หรือ ใช้สิทธิทางศาล”

และเมื่อเจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ต่อศาลแล้ว เจ้าหนี้มีหน้าที่จะต้องนำสืบพิสูจน์พยานหลักฐานจนศาลเห็นว่า ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย และหนี้ดังกล่าวถึงกำหนดชำระแล้วและลูกหนี้ไม่ชำระหนี้โดยปราศจากข้ออ้างตามกฎหมายได้

เมื่อได้ความดังกล่าว ศาลก็จะพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ก็จะเป็น “ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” และต้องรอจนกว่า “ คำพิพากษาดังกล่าวจะถึงที่สุด” แล้ว เจ้าหนี้ ก็จะเป็น “ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถึงที่สุด”

และแม้จะเป็น “ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถึงที่สุด” แล้วก็ตาม การจะบังคับชำระหนี้เอากับทรัพย์ของลูกหนี้ หรือที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็จะต้องทราบ หรือ รู้ว่า ลูกหนี้ มีทรัพย์สินอะไรบ้าง และทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ที่ใด ทั้งนี้เพื่อจะได้ ออกดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย โดยการออก “คำบังคับ” และตั้ง “เจ้าพนักงานบังคับคดี ”จากนั้นนำ “เจ้าพนักงานบังคับคดี”ไป “ ยึดหรืออายัดทรัพย์” ของลูกหนี้ หรือที่ลูกหนี้มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เพื่อขายทอดตลาด หรือชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป

แต่ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา “ไม่รู้” หรือ “ไม่ทราบ” ว่า ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินอะไรบ้าง (ซุกซ่อนอยู่) และอยู่ที่ใด หรือ ปกปิดทรัพย์อยู่ (รวมถึง) ลูกหนี้ตามคำพิพากษาบางราย แอบยักย้ายถ่ายเททรัพย์ โอนออกไปให้ผู้อื่น เพื่อที่จะได้ไม่มีทรัพย์ที่ปรากฏชื่อตนเองเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี ในกรณีเช่นนี้ลูกหนี้อาจถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน “โกงเจ้าหนี้” ได้

ดังนั้น การจะบังคับลูกหนี้ให้ชำระหนี้ได้จึงไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม ก็หาได้หมายความว่า จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ไม่

ปัจจุบัน เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ “ลูกหนี้” ชำระหนี้ แต่หาก “ลูกหนี้” เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ “เจ้าหนี้” มักจะประสบปัญหาในการสืบทรัพย์ / ค้นทรัพย์สินเพื่อนำมาบังคับคดี

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ

“ เจ้าหนี้สามารถนำคำพิพากษาไปขอข้อมูลทรัพย์สินของลูกหนี้ เช่น บัญชีเงินฝาก หรือโฉนดที่ดิน จากธนาคารหรือหน่วยงานรัฐได้โดยตรงหรือไม่ อย่างไร ?

และ “ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้อย่างไร?

หาก มุ่งประสงค์คุ้มครอง (ข้อมูล) ลูกหนี้ ย่อมกระทบต่อ สิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และหากคุ้มครองสิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ย่อมกระทบสิทธิของลูกหนี้

ประเด็นปัญหาในเรื่องนี้ปรากฏว่า

เมื่อเร็วเร็วนี้ คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง ได้ตอบข้อหารือ สรุปได้ว่า

“ กรณีเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ถือคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยต้องชำระหนี้ จะขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทุกธนาคาร และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ส่งข้อมูลทั้งหมดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถึงที่สุด ว่า

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนด “ ขั้นตอนและหลักเกณฑ์” เกี่ยวกับการ “เข้าถึง” ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แล้ว ดังนั้น ในการดำเนินการสืบทรัพย์บังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงสามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดไว้ได้”

(1) หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การพิจารณาเรื่องนี้ต้องอาศัยกฎหมายหลายฉบับประกอบกัน ดังนี้:

· พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA):

กำหนดหลักการว่า “ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล เว้นแต่จะมีข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น " เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล" (มาตรา 24 (6)) หรือ " จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล" (มาตรา 24 (5) )

· ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (วิ.แพ่ง):

· มาตรา 277 ให้อำนาจศาลในการ “ไต่สวนทรัพย์สินของลูกหนี้” โดยศาลมีอำนาจออก “ หมายเรียกบุคคลภายนอก” มา “ ให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้” ได้ และ

· มาตรา 283 ให้อำนาจศาล “ ออกหมายค้นสถานที่” เพื่อยึดทรัพย์สินหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง

· กฎหมายเฉพาะอื่น ๆ: เช่น พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ซึ่งธนาคารต้องปฏิบัติตาม และพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 สำหรับหน่วยงานของรัฐ

(2.) บทวิเคราะห์: สิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา vs ความเป็นส่วนตัวลูกหนี้

แม้เจ้าหนี้จะมี “ สิทธิโดยชอบตามคำพิพากษา” แต่การจะเดินไปขอข้อมูลจากธนาคารหรือหน่วยงานรัฐโดยตรงนั้น "ทำไม่ได้โดยพลัน" เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง “ ไม่ได้ให้อำนาจเจ้าหนี้ในการ “เข้าถึง” ข้อมูลภายนอกคดีด้วยตนเอง”

ในการพิจารณาของหน่วยงานที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูล (เช่น ธนาคาร , กรมที่ดิน,กรมการขนส่งทางบก ) มีประเด็นที่ต้องวิเคราะห์ดังนี้:

· ข้อยกเว้น PDPA : การเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินเพื่อการบังคับคดี ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาคดีของศาลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตาม PDPA

ดังนั้นหน่วยงานเหล่านี้จึงต้องพิจารณาเงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลอย่างเคร่งครัด

· กรณีมี “หมายเรียกหรือคำสั่งศาล” : หากเจ้าหนี้ใช้สิทธิตาม วิ.แพ่ง มาตรา 277 ขอให้ศาลออกหมายเรียกข้อมูล ธนาคารหรือหน่วยงานรัฐมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลตามหมายนั้นได้ทันที โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากลูกหนี้ เพราะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย

· กรณีเจ้าหนี้ขอข้อมูลโดย “ ไม่มีคำสั่งศาล” : ผู้ควบคุมข้อมูลจะต้องทำการ “ ประเมินประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย” (LIA) โดยชั่งน้ำหนักระหว่าง “ ประโยชน์ของเจ้าหนี้”กับ "สิทธิในความเป็นส่วนตัว" ของลูกหนี้ ผ่านเกณฑ์ 3 ประการคือ:

1. การทดสอบวัตถุประสงค์ (Purpose Test): วัตถุประสงค์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

2. การทดสอบความจำเป็น (Necessity Test): มีความจำเป็นเพียงใดและมีวิธีอื่นที่กระทบน้อยกว่าหรือไม่

3. การทดสอบความสมดุลแห่งสิทธิ (Balancing Test): ประโยชน์ที่จะได้รับต้องไม่กระทบต่อความเป็นส่วนตัวของลูกหนี้เกินสมควร

หาก ธนาคารฯ เห็นว่าความจำเป็นของเจ้าหนี้ยังไม่เพียงพอหรือกระทบสิทธิลูกหนี้มากเกินไป ธนาคารฯ ย่อมมีสิทธิปฏิเสธการให้ข้อมูลจนกว่าจะได้รับความยินยอมหรือมีคำสั่งศาล

(3.) สรุป

การเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินลูกหนี้ตามคำร้องขอของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา "ไม่สามารถทำได้โดยตรงผ่านการยื่นหนังสือขอข้อมูลเพียงอย่างเดียว" แต่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการผ่าน "กระบวนการทางศาล" ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 กำหนดไว้ วิธีนี้เป็นทางออกที่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายและช่วยคุ้มครอง ผู้ควบคุมข้อมูลจากการถูกฟ้องละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

(4.) แนวทางแก้ไขและดุลยภาพที่สมดุล

เพื่อสร้าง “ ดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกหนี้ และสิทธิในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” ผู้เขียนจึงเสนอแนวทางดังนี้:

1. เจ้าหนี้ควรใช้สิทธิทางศาลเป็นลำดับแรก: แทนที่จะพยายามขอข้อมูลจากธนาคารโดยตรง เจ้าหนี้ควรยื่น “ คำร้องขอไต่สวนทรัพย์สิน” ตาม วิ.แพ่ง มาตรา 277 เพื่อให้ศาลเป็นผู้ใช้อำนาจเรียกข้อมูล ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและชัดเจนที่สุดตามกฎหมายปัจจุบัน

2. การจัดทำบันทึกความเข้าใจแนวปฏิบัติ (MOU): หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง (เช่น กรมที่ดิน กรมการขนส่งฯ) และสมาคมธนาคาร ควรหารือร่วมกับคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวางแนวทางที่ชัดเจน ว่ากรณีใดที่เจ้าหนี้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทันทีเมื่อมีหลักฐานคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อลดภาระการขึ้นศาลของเจ้าหนี้และลดความเสี่ยงทางกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูล

3. การพัฒนาระบบตรวจสอบทรัพย์สินส่วนกลาง: สนับสนุนให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือหน่วยงานกลางเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลทรัพย์สินลูกหนี้ตามคำสั่งบังคับคดี เพื่อความรวดเร็วในการบังคับตามคำพิพากษาและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลไปพร้อมกัน

4. การสร้างความสมดุล: กฎหมายต้องคุ้มครองไม่ให้มีการนำข้อมูลไปใช้นอกเหนือจากวัตถุประสงค์เพื่อการบังคับคดี (PDPA มาตรา 27 วรรคสอง) ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ให้ลูกหนี้ใช้กฎหมาย PDPA เป็นเกราะกำบังในการซุกซ่อนทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ตามคำพิพากษา

การรักษาสมดุลนี้จะช่วยให้กระบวนการยุติธรรมมีความศักดิ์สิทธิ์ เจ้าหนี้ได้รับการเยียวยาตามสิทธิ ในขณะที่ความเป็นส่วนตัวของประชาชนก็ยังได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล

· นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์

- อัยการพิเศษฝ่ายชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด 1.

- ประธานกรรมการว่าด้วยโฆษณา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

- กรรมการว่าด้วยสัญญา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

- 12 เมษายน 2569





Mediathailand.Report

ติดต่อทำข่าว งานแถลงข่าว เชิญร่วมงาน , ข่าวประชาสัมพันธ์ , รีวิว โฆษณา ฯลฯ Admin: สื่อมวลชนคนทำข่าว , เพจ Mediathailand.report , Website : www.mediathailand.report , Youtube : MDT Channel ,https://www.tiktok.com/@mediathailand.report ,https://twitter.com/a_jaipiam ได้ที่ Email : pintorichplus@gmail.com

แสดงความคิดเห็น (0)
ใหม่กว่า เก่ากว่า